สถิติของเวบไซต์
เปิดเวบเมื่อ 11/09/2553
ปรับปรุงเวบเมื่อ 02/03/2561
ผู้ชมทั้งหมด
สินค้าทั้งหมด 1


หมวดหมู่สินค้า/บริการ
ดัชนีราคา



จดหมายข่าว
กรุณาใส่อีเมล์ของท่าน เพื่อรับข่าวสารที่น่าสนใจ








แจ้งลูกค้าทุกท่านนะครับสั่งสินค้าโปรดติดต่อทาง 
LINE  เพิ่มเพื่อน
FACEBOOK  
บทความ
ประวัติวง BON JOVI (อ่าน 3722/ตอบ 0)


Bon Jovi (บอง โจวี)

ข้อมูลพื้นฐาน

แนวเพลง ฮาร์ดร็อก, ร็อก, แกลมเมทัล, ป็อปร็อก, คันทรีร็อก
ปี 1983-ปัจจุบัน
ค่าย Island, Mercury

สมาชิก

จอน บอง โจวี
ริชี แซมโบรา
เดวิด ไบรอัน
ทิโก ตอร์เรส

อดีตสมาชิก

อเล็ก จอห์น ซัช



บอง โจวี   เป็นกลุ่มวงดนตรีจากนิวเจอร์ซีย์   ประเทศอเมริกา    ประกอบด้วยนักร้องนำหัวหน้าวง จอน บอน โจวี , มือกีต้าร์ ริชชี่ แซมโบร่า,  มือคีบอร์ด  เดวิด ไบรอัน,  มือกลอง ทิโก้ ทอเรส และมือเบสซึ่งลาออกไปเมื่อปี 1994 อเล็กซ์ จอห์น ซัช   ก่อน จะมาเป็นบอน โจวี เหมือนในปัจจุบันนี้  จอน บอน โจวี เคยตั้งวงดนตรีมาก่อน จนกระทั่งปี 1983  demo เพลง Runaway ชนะการประ กวดระดับท้องถิ่น และได้มีแมวมองมาทาบทามหลายสังกัด      ในที่สุด  จอน บอน โจวี ได้ตัดสินใจเซ็นสัญญากับ PolyGram   และนั่น เป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง...

ปี 1984  บอน โจวี ออกผลงานอัลบัมแรก Bon Jovi     กลายเป็นกลุ่มวงดนตรีวัยรุ่นที่น่าจับตามองวงหนึ่งในเวลานั้น    อัลบัมนี้ขึ้นไป ถึง Top40 ในอเมริกา     และในญี่ปุ่น ก็ได้รับ Bon Jovi เป็น Super Star ก่อนชาติใดในโลก

ปี 1985   ออกผลงานอัลบัมชุดที่ 2  7800? Fahrenheit   เป็นอัลบัมเริ่มมีความสำเร็จในอังกฤษ

ปี 1986  อัลบัม Slippery When Wet งานชุดที่ 3   กลายเป็นอัลบัมอันดับ 1 บน บิลบอร์ดชาร์ตถึง 8 สัปดาห์ติดต่อกัน   โดยมีเพลงฮิตซึ่งเป็นซิงเกิลอันดับ 1 อย่าง You Give Love A Bad Name และ Livin' On A Prayer   รวมทั้งท็อปเท็นอย่าง Wanted Dead Or Alive    ผลงานชุดนี้ขายไปในอเมริกาเพียงที่เดียวถึงมากกว่า 12 ล้านแผ่น กลายเป็นหนึ่งในอัลบัมที่ติดอันดับขายดีตลอดกาลของอเมริกาไป   (ผลงานชุดนี้ โปร ดิวซ์โดย Bruce Fairbaine โปรดิวเซอร์มือหนึ่งของวงการดนตรีร็อค   และบันทึกเสียง โดย Bob Rock ซึ่งปัจจุบันเขาคือโปรดิวเซอร์ระดับแนวหน้าคนหนึ่งของวงการ   นอก จากนี้ยังมี Desmond Child ผู้ร่วมเขียนเพลง และ Wayne Isham ผู้กำกับมิวสิควิดีโอ ที่โด่งดังขึ้นพร้อมๆกับ Bon Jovi)

ปี 1987   ความดังอย่างฉุดไม่อยู่ของ Bon Jovi ทำให้วงได้รับรางวัล American Music Award,   People's Choices Award และ MTV Video Music Award    และยังได้เป็น headline ในงาน Monster Of Rock ที่รวบรวมเอาสุดยอดแห่งวงการเพลงร็อคมาเล่น กันทุกปี   มีวงเข้าร่วมอย่าง Metallica, Dio, Anthrax, Cinderella เป็นต้น ในขณะนั้น การได้เป็น headline ในคอนเสิร์ตรวมถือเป็นสิ่งที่มีเกียรติสูงสุด



ปี 1988   อัลบัมชุดที่ 4  New Jersey   อัลบัมนี้ขึ้นไปถึงอันดับ 1 ทั้งในอเมริกา และ อังกฤษ    มีเพลงอมตะที่แฟนเพลงบ้านเรารู้จักอย่าง I'll Be There For You และ Bad Medicine ที่ขึ้นไปถึงอันดับ 1 ในอเมริกา   รวมทั้ง ท็อปเทน อย่าง Born To Be My Baby, Living In Sin และ Lay Your Hands On Me    มีการทัวร์รอบโลก 26 ประเทศ กับ 237 คอนเสิร์ต (The Jersey Syndicate Tour)

ปี 1989   จอนและริชชี่ได้ไปร่วมงาน MTV Video Music Awards และได้ร่วมร้องโชว์ถ่ายทอดไปเกือบ ทั่วโลก   โดยที่ทั้งสองนำเพลงเอกมาเล่นในแบบ อะคูสติก   MTV จึงเกิดแนวคิดที่จะทำรายการแสดงใน รูปแบบที่เรียกว่า MTV Unplugged

ปี 1990  จอน บอน โจวี   ออกอัลบัมเดี่ยวชุดแรก Blaze Of Glory เป็นเพลงประกอบภาพยนต์เรื่อง Young Guns II

ปี 1991  จอน บอน โจวี  ได้รับรางวัลลูกโลกทองคำ   เมื่อเพลง Blaze Of Glory ชนะรางวัลเพลงประกอบ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม    รวมทั้งได้เข้าชิงรางวัลออสก้าร์ประจำปีนั้นด้วย

ปี 1992   ออกผลงานอัลบัมชุดที่ 5  Keep The Faith กับภาพลักษณ์ใหม่เมื่อ จอน บอน โจวี่   ตัดสินใจทิ้งภาพวงร็อคผมยาวไว้เบื้องหลังกับความสำเร็จในยุค 80 และก้าว อย่างมั่นคงต่อไปในยุค 90 และนั่นทำเอา CNN ต้องมาทำข่าวในเรื่องนี้    อัลบัมนี้แน่ นอนว่าขึ้นอันดับ 1 ในอังกฤษ   มีเพลงดังอย่าง Bed Of Roses, In These Arms และ I Believe

ปี 1993 การทัวร์รอบโลกครั้งที่ 2 ครอบคลุมถึง 37 ประเทศ ซึ่งครั้งนี้ บอน โจวีได้มา เปิดการแสดงครั้งแรกที่สนามกีฬากองทัพบก   ซึ่งก็ได้รับการต้อนรับอย่างมากมาย จากแฟนเพลงร็อคในบ้านเรา

ปี 1994   ออกผลงานอัลบัมรวมเพลงฮิตใช้ชื่ออัลบัมว่า Cross Road  ที่ได้เป็นอัลบัม ที่ขายดีที่สุดแห่งปีในประเทศอังกฤษ    มีเพลงใหม่ ให้กับแฟนๆอีก 2 เพลง คือ Someday I'll Be Saturday Nights และ Always    เพลง Always ก็กลายเป็นเพลง ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดให้กับทางวง    เพลงนี้ขึ้นอัน ดับ 1 มากกว่า 20 ประเทศทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทย

ปี 1995   ทางวงออกทัวร์รอบโลกเป็นครั้งที่ 3   แน่นอนว่าพวกเขากลับมาที่กรุงเทพฯ อีกครั้ง   และนั่นก็กลายเป็นร็อคคอนเสิร์ตที่น่าประทับใจอีกครั้งหนึ่ง    และทางวงยัง เลือกบ้านเราเป็นที่ถ่ายทำมิวสิควิดีโอเพลงใหม่ในอัลบัมต่อมาของวงอีกด้วย

ปี เดียวกัน   ออกผลงานอัลบัมชุดที่ 6  These Days   อีกครั้งกับเพลงในแบบร็อค บัลลาร์ด This Ain't A Love Song กลายเป็นเพลงฮิตอีกเพลงของวง     อัลบัมนี้กลาย เป็นอัลบัมที่ 4 ติดต่อกันของ บอนโจวีที่ขึ้นถึงอันดับ 1 ใน UK

ปี 1996   พวกเขาออกทัวร์ทั่วยุโรปและนี่กลายเป็นการทัวร์ที่สร้างความประทับใจให้กับ ทางวง เป็นอย่างมาก    เมื่อพวกเขาได้เปิดการแสดงที่สนามเวมบลีย์ ในลอนดอน  ตั๋วชมคอนเสิร์ตทั้ง 3 โชว์จำหน่ายหมด  ด้วยผู้ชมกว่า 72000 คนต่อรอบ

ปี 1997  จอน บอน โจวีออกอัลบัมเดี่ยวชุดที่ 2   Destination Anywhere

ปี 2000   อัลบัมชุดที่ 7 Crush   นี่คืออัลบัมที่ตอกย้ำว่า บอน โจวี คือวงดนตรีร็อคอันดับ1 ของโลก  เพลงซิงเกิลแรก It's My Life   ขึ้นอันดับ 1 ไปหลายประเทศทั่วโลกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว   ส่วน อัลบัมก็ขึ้นอันดับ 1 ใน อังกฤษ และยังเป็นอันดับ 1 ในอีกหลายประเทศทั่วโลก    ได้ทำให้พวก คนวิจารณ์ต้องหุบปากไปเรียบร้อยแล้ว   Bon Jovi is back



อัลบั้ม   Slippery When Wet / 1986

“ Bon Jovi  สร้างปรากฎการณ์ให้อุตสาหกรรมร็อคแอนด์โรลล์  เมื่ออัลบั้มชุดที่ 3  Slippery When Wet มาถึงในเดือนกันยายนปี 1986 มันระเบิดพลังงงานส่งอานุภาพของเพลง You give love a bad name และ Living on a player ขึ้นอันดับ 1 เพลงฮิตบิลบอร์ด  และกลายมาเป็นเพลงสดุดี  Bon Jovi ตราบจนปัจจุบัน เช่นเดียวกับเพลง Wanted dead or alive ซึ่งขึ้นสูงสุดถึงอันดับ 7    อัลบั้มนี้ขึ้นอันดับท็อปชาร์ตบิลบอร์ด 200 อยู่ 8 สัปดาห์ 1 แพล็ตตินั่มใน 1 เดือนและ 8 แพล็ตตินั่มใน 1 ปี...นั่นเฉพาะในสหรัฐอเมริกา”  

(สตาร์พิค มิวสิค ฉ. 537 , ก.พ. 2548)

ด้วยแฟชั่นทรงผมอันฟูฟ่องนาม ‘หัวหอกของวงแฮร์แบน’ เป็นอีกฉายาหนึ่งของวงดนตรีที่นำนามสกุลของนักร้องนำวง จอน บองโจวี่ (Bongiovi) มาตั้งเป็นชื่อวงดนตรีแนวเฮฟวี่ปนป๊อป หรือฮาร์ดป๊อป  ผู้เริ่มต้นจากการเป็นนักดนตรีฝึกงานตามบาร์ แล้วแสดงศักยภาพประพันธ์เพลงเองในซิงเกิลแรก Runaway ในปี 1984 และรวบรวมทั้ง 5 สมาชิกสร้างสรรค์ผลงานอย่างต่อเนื่องจนมีชื่อเสียงก้องทั่วโลกในอัลบั้มที่ 3 นี้ (ต่อจาก Bon Jovi/1984 และ 7800 Fahrenheit/1985)  ซึ่งสามารถสร้างสถิติใหม่ติดอันดับหนึ่งในอเมริกา 8 สัปดาห์เหนือ อัลบั้ม Led Zepplin II และ In trough the out door ของวงเรือเหาะผยองเดช ‘เลดเซพพลิน’ ที่เคยทำได้นานที่สุดชุดละ 7 สัปดาห์ไปได้

แม้ ความสำเร็จเหล่านี้อาจจะมีเสียงกระแนะกระแหนมาว่า รูปร่างหน้าตาอันหล่อเหลาเอาการของเหล่าสมาชิกวงอาจเป็นสาเหตุหลักของความ สำเร็จรึเปล่า?  ซึ่งจอนหัวหน้าวงก็ตอบกลับอย่างเต็มปากเต็มคำว่า

 “ ผมไม่เคยแคร์  หน้าตาดีไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะต้องดีด้วย ”

เคล็ด ลับความสำเร็จของบอง โจวี นั้นอยู่ที่การออกแสดงสดเพื่อช่วยซัพพอร์ตทุกอัลบั้มอย่างต่อเนื่อง ชนิดที่มีทัวร์ตลอดปีอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย  และส่วนที่เหมาะสำหรับกับพวกเขามากคือการได้แสดงในสถานที่ใหญ่ๆ อย่างสเตเดี่ยมต่างๆดังที่จอนเคยพูดอีกว่า

“ ผมชอบสนามกีฬา  บางคนอาจจะบอกว่ามันไม่ใกล้ชิดแต่คนพวกนั้นคือ คนที่ไม่สามารถเล่นในสนามกีฬาได้ต่างหาก  สนามกีฬาเป็นระเบิดชั้นเยี่ยมขนานแท้พวกเขาสามารถใกล้ชิดกับคุณได้ตามที่คุณต้องการ  ผมจะคุยกับผู้ชายที่อยู่แถวหนึ่งร้อย   ถ้าหากผมมองเห็นเขาผมจะพูดว่า คุณที่ถือ Marlboro นั่นน่ะ คุณทำอะไรอยู่เหรอ? มันมหัศจรรย์จริงๆ ”

และใช่ว่า การแสดงในแต่ละครั้งจะถูกบันทึกชนิดวิ่งซ้ำรอยกันเหมือนเดิมเสมอไป  บอง โจวีใช้วิธีการเปลี่ยนเซ็ตเพลงในทุกๆครั้ง  ทำให้ส่งผลถึงความสดใหม่ในการโชว์อยู่เสมอ  จนพวกเขากลายเป็นวงที่มีการแสดงสดเร้าใจและตื่นตาตื่นใจมากที่สุดวงหนึ่ง  สิ่ง นี้บ่งบอกได้ถึงความตรากต่ำ ความขยันขันแข็ง ความสุข และความรักในงานชิ้นนี้ เช่นเดียวกับคำให้สัมภาษณ์จากมือกีต้าร์หลักขวัญใจสาวๆ ริชชี่ แซมโบรา

“ การแสดงสดเป็นจุดเด่นของพวกเรามาตลอด  เราสร้างงาน ชื่อเสียงของเราจากการแสดงสด  มันยากที่จะพูดอย่างถ่อมตัว  แต่ผมว่าพวกเราเป็นวงที่แสดงสดได้ยอดเยี่ยมวงนึงนะ  ดูจากหลายปีที่ผ่านมาและการแสดงคอนเสิร์ตทั้งหลายที่เราเล่น  ทุกคนเดินกลับออกไปอย่างมีความสุขรวมทั้งพวกเราด้วย  จอนเป็นหนึ่งในนักร้องนำที่ยอดเยี่ยมที่สุด  และสามารถดึงคนเป็นพันๆให้มารวมกันได้กับวงของเรา ...เขาเป็นคนประเภทที่เดินออกไปแล้วโอบสนามทั้งสนามไว้ด้วยแขนเพียงข้างเดียวและกอดมันเอาไว้อย่างง่ายดาย ”

ซึ่ง จอนเองก็ยังรับภาระหน้าที่สมกับชื่อวงเป็นชื่อสกุลของเขา ด้วยการทั้งแต่งเพลง, ร่วมแต่ง, ลงนามเซนต์สัญญาบันทึกเสียง, จัดการด้านธุรกิจต่างๆของวงนอกจากหน้าที่ร้องนำอีก จนเขากลายเป็นควอร์เตอร์แบคและสัญลักษณ์ของวงไปเลย



นอกจากแฟนเพลงในบ้านเกิดอเมริกาแล้ว ซีกโลกอื่นอย่างยุโรป ตลอดจนถึงเอเชีย  โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นนั่นเป็นขาประจำที่ บอง  โจวีมีแฟนเพลงที่ซื่อสัตย์อย่างเหนียวแน่นขนาดตั๋วขายหมดไม่เหลือหรอทุกครั้งที่เปิดการแสดงแดนปลาดิบแห่งนั้น    ส่วน เส้นทางแห่งความสำเร็จเพียงสามปีนับจากออกอัลบั้มแรกของวงนั้นสามารถผลิกผัน ชีวิตห้าหนุ่มจากนิวเจอร์ซีย์เหล่านี้จากโนเนมสู่ระดับโลก  จอนได้กล่าวอย่างย่อๆว่า

“ ทุกอย่างมันเร็วและสูงเหลือเกิน  พวกเราไม่รู้เลยว่าเรากำลังนั่งรถไฟเหาะแบบไหนอยู่  สองอัลบั้มแรกเป็นช่วงที่เราค่อยๆ  สร้างตัวขึ้นอย่างสวยงาม   เราเริ่มออกไปเล่นตามคลับจนได้เล่นเป็นวงเปิดให้คนอื่น   แต่แล้ว Slippery When Wet ก็ออกมาไม่มีใครบอกเราก่อนเลยว่ามันจะประสบความสำเร็จมากขนาดนั้น เหมือนกับคุณนั่งอยู่ดีๆ ก็มาอยู่บนดวงจันทร์เสียแล้ว  ถ้ามองย้อนไปงาน Slippery When Wet นั้น เป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมมาก ”  

เพลงในอัลบั้มลำดับ 3 นี้ได้ เดสมอนด์ ไชลด์ นักแต่งเพลงมือดีมาร่วมงาน และได้บรูซ  แฟร์เบิร์น ผู้เคยร่วมงานกับ ไบรอัน อดัมส์ มาแล้วเป็นโปรดิวเซอร์ ให้  สร้างสรรค์ให้ You give love a bad name กลายเป็นเพลงฮิตที่ขาดไม่ได้เลยในคอนเสิร์ตเพราะมีท่อนชวนให้ร้องตามอยู่ตลอด, Living on a player มีท่อนอินโทรที่ขึ้นแบบอะแคปเปลลาสุดเท่, Never say goodbye เพลงบัลลาดเพลงแรกของวง, Wind in the streets เพลงที่แสดงให้เห็นถึงความมันส์ในการแสดงสดขนาดไหน, Wanted dead or alive ไม่น้อยหน้าบทเพลงอื่นกับเพลงเร้าอารมณ์ช้าๆที่ทำออกมาได้ดีถึงระดับอันดับ 7 ของท็อปชาร์ต

ปลายยุค 80 พวกเขาจึงกลายเป็นวงระดับยอดของอเมริกันร็อคที่มีแฟนมากที่สุดในโลกวงหนึ่ง  ทิ้งท้ายด้วยบทสรุปตอกย้ำถึงเหตุผลหลักในความสำเร็จเหล่านี้ได้จากปากคำ อเลก จอห์น ชัชลา มือเบสของวงว่า

“สิ่งสำคัญคือ enjoyment & good time เราเล่นดนตรีโดยที่เราสนุกไปกับมันด้วย  คนที่มาดูเราก็สนุกไปด้วย  นี่คือต้นตำรับสูตรของความสำเร็จและความนิยมของวงดนตรี และอนาคตเราจะไม่ให้มันสูญหายไปไหนอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม  Bon Jovi = Entertainment ”

ที่มา http://group.dek-d.com/dreamsky3010/blog/?blog_id=10103641






© 2001-2010. TARAD.com. All Rights Reserved.