สถิติของเวบไซต์
เปิดเวบเมื่อ 11/09/2553
ปรับปรุงเวบเมื่อ 02/03/2561
ผู้ชมทั้งหมด
สินค้าทั้งหมด 1


หมวดหมู่สินค้า/บริการ
ดัชนีราคา



จดหมายข่าว
กรุณาใส่อีเมล์ของท่าน เพื่อรับข่าวสารที่น่าสนใจ








แจ้งลูกค้าทุกท่านนะครับสั่งสินค้าโปรดติดต่อทาง 
LINE  เพิ่มเพื่อน
FACEBOOK  
บทความ
Bob Marley ศาสดาขบถ ที่โลกยกย่อง (อ่าน 3407/ตอบ 0)

Bob Marley ศาสดาขบถ ที่โลกยกย่อง

หลายคนคงสงสัยว่าทำไมผู้ชายหัวเดรดล็อกคนนี้  ถึงได้มีอิทธิพลต่อคนทั่วทั้งโลกได้มากมายขนาดนี้
      แต่ก่อนตัวเราเองก็เคยสงสัยเหมือนกันคับ  เพราะตั้งแต่ได้ยินพันธมิตรชาวรัสตาร์พูดถึงกันปากต่อปาก
   พูดถึงความยิ่งใหญ่  ความเสียสละ  ความเป็นผู้นำ และพระเจ้า  พอได้ยินเข้าบ่อย ๆ ก็ชักจะทนไม่ไหวต่อความอยากรู้อยากเห็นของตัวเอง  เราจึงลงมือค้นคว้า เพื่อให้ได้ความต้องการสมกับความปรารถนาอยากรู้อยากเห็นของตัวเอง  ถ้าคุณเกิดสงสัยเหมือนผมในอดีต  ขอให้คุณอ่านเรื่องราวที่ผมจะเล่าให้อ่านจากนี้
แล้วคุณจะเข้าใจว่าทำไม ?  และไม่แน่คุณอาจจะกลายเป็นสมาชิกใหม่ของลัทธิ "รัสตาฟาเรียน" เหมือนที่ผมเป็นตอนนี้ก็ได้  "อย่าปฏิเสธกับสิ่งที่คุณไม่รู้คับ  เพราะบางครั้งมันอาจเป็นสิ่งที่คุณตามหามาตลอดชีวิตก็ได้ " 

       Bob Marley หรือ Nesta Robert Marlay  เกิดเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์  1945  ในหมู่บ้านชาวไร่ที่ทิวทัศน์สวยงามและอากาศบริสุทธิ์  เป็นหมู่บ้านที่คนแถบนั้นตั้งชื่อให้ว่า "หลักเก้า"  ตั้งอยู่ในเขตเซนต์แอนด์  ประเทศ จาไมกา  ซึ่งเป็นเขตเดียวกับสุดยอดนักปฏิวัติคนดำที่ชื่อ  มาร์คัส  การ์วีย์
      ในวัยเด็ก Bob Marley เติบโตมากับครอบครัวใหญ่  ที่ค่อนข้างจะมีฐานะ  เมื่อเทียบกับครอบครัวอื่น ๆ ในหมู่บ้าน  และยังเป็นกึ่ง ๆ ครอบครัวนักดนตรีด้วย  เ้พราะตกเย็นหลังจากที่ทุก ๆ คนเหน็ดเหนื่อยจากการทำไร่  คุณแม่ของ Bob Marley มักจะเล่นไวโอลินและแอคคอร์เดียนพร้อมกับคุณลุงที่เล่นกีตาร์และเป็นนักดนตรีอาชีพของหมู่บ้านให้คนในครอบครัวฟัง
    Bob Marley เป็นที่รักของคุณตามากเพราะเป็นหลานคนแรก  ซึ่งตัวเขาเองก็รักคุณตามากเช่นกัน
    คุณแม่ของเขาชื่อ ซีเดลลา  เป็นแอฟริกัน ผิวดำขนานแท้  แต่คุณพ่อ  ร้อยเอกนอริวัล  มาร์เลย์  นายทหารแห่งกองทัพอังกฤษประจำอินเดียวตะวันออกเป็นแอฟริกันผิวขาว  ซึ่งเรื่องรักข้ามสายพันธ์นี้  ทำให้ชีวิตของ Bob Marley  ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยรุ่นเต็มไปด้วยปัญหามากมาย  เ้พราะครอบครัวทั้ืง 2 ฝ่ายไม่ยอมรับซึ่งกันและกัน Bob Marley  เกลียดพ่อมาก  เพราะพ่อทิ้งเขาและแม่ไปตั้งแต่ยังเด็ก  โดยหลังจากเริ่มมีชื่อเสียง  เขาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับพ่อว่า
   "ผมเกิดมาไม่มีพ่อ  ไม่เคยรู้จักพ่อ  แม่ผมทำงาน 20 ชิลลิ่งต่อสัปดาห์  เพื่อใ้ห้ผมได้ไปโรงเรียน  แต่ผมไม่ได้รับการศึกษา  ถึงอย่างนั้นผมก็ยังมีแรงบันดาลใจ  ถ้าผมมีการศึกษาผมก็คงกลายเป็นไอ้งั่งไปแล้ว..!!!"
   "พ่อผมเป็นคนจากอังกฤษ  ก็ที่นี่แหละเหมือนกับในนิยายเกี่ยวกับทาสนั่นไง  คนขาวคว้าผู้หญิงดำแล้วทำเธอท้อง  ผมเคยเจอเขาครั้งเดียวในชีิวิต  แม่ผมรึ ? แท้ผมเป็นแอฟริกัน "
    พ่อของ Bob Marley ทิ้งเขาไปตั้งแต่เขาอายุได้ 6 ขวบแต่ไม่นานก็กลับมาเอาตัวเขาไปอยู่ด้วยที่กรุงคิงสตัน (เมืองหลวงของจาไมกา) และพ่อเขาก็พยายามตัวขาดการติดต่อระหว่างเขากับแม่ด้วยการไม่เปิดเผยที่อยู่ให้กับแม่ของ Bob Marley ได้ทราบ
    กระทั่งวันหนึ่งคุณแม่ทนไม่ไหว  จึงเดินทางเข้าคิงสตันเพื่อตามหา  แล้วก็พบกับ Bob Marley เข้าโดยบังเอิญที่ถนนเส้นหนึ่งในตัวเมือง  หลังจากนั้น Bob Marley ก็พาแม่ไปดูที่พักและรู้จักกับมิสซิสเกรย์  หญิงชราที่พ่อเอาเขาไปยกให้เป็นลูกบุญธรรมด้วยหวังว่าวันนึงเมื่อเธอตาย  เธอจะยกสมบัติให้ลูกบุญธรรม  เมื่อคุณแม่ของ Bob เห็นดังนั้น  เธอจึงพาเขากลับเซนต์แอนก่อนจะพาเขากลับเข้าคิงสตันอีกครั้งในปี 14957 เพื่อทำงาน  โดยอาศัยอยู่ในย่านสลัมฝั่งตะวันออก 

    บ๊อบโตมากับสลัม,เด็กขาดสารอาหาร,โรคไทฟัส,โรคโปลิโอ และความรุนแรงที่มาจากภาวะกดดันที่เกิดจากความแร้นแค้นอย่างสุดจะประมาณ
   แต่สลัมที่เต็มไปด้วยความทุกยากนี้  Bob Marley ได้พบกับเพื่อนแท้ที่อยู่เคียงข้างไปจนวันตาย  สลัมที่ทุกยากนี้ กรั่นกรองจิตวิืญญานที่ยิ่งใหญ่  ของ Bob Marley ให้ปรากฏออกมา น้า Bob Marley เป็นคนที่รักเพื่อนมาก  ครั้งหนึ่งเขาไปโรงเรียนแล้วถูกเพื่อนเอามีดกรีดหน้าเป็นแผลขนาดใหญ่  แต่เขาไม่บอกใครแม้กระทั่งแม่ตัวเอง  จนกระทั่งเพื่อนของเขาคนหนึ่งมาบอกแม่ว่า Bob Marley ถูกกรีดหน้า  เธอจังเร่งรุดไปที่โรงเรียนแล้วก็พบเขาเอาพลาสเตอร์แปะแผลไว้  โดยเขาให้เหตุผลที่ไม่บอกกับใครว่า  เพราะกลัวว่าคนอื่นจะแจ้งตำรวจมาจับเพื่อนที่กรีดหน้าเขา  นี่คือรอยแผลที่อยู่คู่กับเขาไปจนวันตาย
    เมื่อ Bob Marley อายุได้ 15 ปี เขาเริ่มหัดร้องเพลง  โดยมีโอกาสร้องครั้งแรกในโรงภาพยนตร์  แต่แม่ไม่ชอบที่เขาร้องเพลง  เพราะอยากให้เขาเรียนหนังสืออย่างตั้งใจสมกับที่เขาอุตส่าห์ทำงานแทบตายเพื่อจะส่งให้ bob marley ได้เข้าโรงเรียน  แต่กระนั้น  วันหนึ่ง bob marley ก็ส่งหนังสือเรียนคืนแม่พร้อมกับบอกให้เธอเอาไปให้คนอื่นที่น่าจะได้ใช้ประโยชน์มากกว่า  เพราะวันนั้นเขาตัดสินใจที่จะเลิกเรียนหนังสือ  เพื่อมาฝึกร้องเพลงอย่างจริงจัง  ซึ่งเมื่อคุณแม่เห็นในความตั้งใจจริงท่านก็ไม่ขัด  หลังจากนั้น Bob Marley จึงได้ฝึกร้องเพลงอย่างจริงจัง  พร้อมกับทำงานเป็นช่างควบกันไป
   แรงบันดาลใจทางดนตรีของ bob Marley คือ เพลงจากฝั่งอเมริกันที่เขาได้ยินจากเครื่องวิทยุทรานซิสเตอรฺ์ Bob Marley สนใจเพลงของ เดอะ ดริฟเตอร์ และ เอลวิสเป็นพิเศษ  เขาฝึกเล่นดนตรีมาเรื่อย ๆ จนวันหนึ่งก็ไปพบกับวิทยาลัยดนตรีนอกรูปแบบของอดีตนักร้องชื่อดัง "โจ ฮิกก์" ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กับเขตที่ Bob Marley อาศัยอยู่
     ทุก ๆ เย็นในห้องเช่าของฮิกก์จะเต็มไปด้วยวัยรุ่นที่ฟังเพลง  และศิลปิน  นักร้อง  นักดนตรีที่มาฝึกปรือฝีมือและดื่มเบียร์  สูบกัญชา  วิทยาลัยดนตรีแห่งนี้เปิดสอนฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น
   Bob Marley อยากเป็นทั้งนักร้องและนักดนตรีจึงไปยืมกีตาร์จากเพื่อนมาฝึกซ้อมและให้เพื่อน ๆ ที่เขาพบที่สถาบันดนตรีช่วยสอน  ในบรรดาวัยรุ่ีนกลุ่มนักดนตรีในบ้านหลังนั้น  กลุ่มของ bob marley และเพื่อน ๆ เป็นกลุ่มที่ให้ความสนใจและจริงจังกับการเล่นดนตรีที่สุด  กระทั้งฤดูร้อนแี 1963 ฮิกก์  ได้นำกลุ่มนักดนตรีจากสลัม 6 คน ในนามวง The Welling Wailer ประกอบไปด้วย Bob Marley และเพื่อน ๆ เข้าออดิชั่นเพื่อออกอัลบั้มกับนักธุรกิจดนตรีมือฉมัง  คลีเมนต์  ดอดด์  เจ้าของบริษัทแผ่นเสียงเล็ก ๆ
      การออดิชั่นเป็นไปอย่างน่าผิดหวังตั้งแต่ต้นจนจบ  เพราะไม่สามารถดึงดูดความสนใจของด็อดได้เลย  กระทั่งเพลงสุดท้ายจบลงและทุก ๆ คนในวงดนตรี The Welling Wailer ได้รับคำตอบว่า 
"เล่นกันได้ดี  แต่กลับไปฝึกมาใหม่  แล้วอีก 3 เดือนเจอกัน" ซึ่งประโยคนี้เองที่สร้างความไม่พอใจกับ ปีเตอร์ ทอซ  หนุ่มเลือดร้อนที่สนุดในวง  เขาจึงบอกให้เื่พื่อนๆ เล่นเพลง Simmer Down โดยที่เพื่อน ๆ ทุกคนค้านว่าอย่าเล่นเลย  พราะยังไม่เคยซ้อมกัน  แต่เขาก็ดันทุรังจนในที่สุดก็ได้เล่นและเพลงนี้เอง ที่โดนใจ ด็อดได้เต็ม ๆ เพราะเป็นเพลงที่เขียนจากใจ  ใช้ภาษาที่แปลก  และเป็นการสื่อสารของเด็กสลัมถึงเด็กสลัมขนานแท้  เข้าจึงนัดใ้ห้ Bob Marley & The Wailer มาอัดเสียงเพลงนี้อีกครั้งในวันถัดมา  และเมื่อเพลงนี้ถูกเปิดออกอากาศ ก็กระเด้งขึ้นชาร์ตอันดับหนึ่งทันที  และอยู่บนชาร์ฺตนานถึง 6 เดือนเต็ม ๆ
    และหลังจากวันนั้นชีวิตของ Bob Marley & The Wailer ก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เขากลายเป็น ศิลปินที่อยู่ในใจของชาว แอฟริกัน แต่เป็น ศิลปินที่ไม่มีเงินในกระเป๋าสักบาทนะคับ  พวกเขาทั้งหมด ยังคงเป็นศิลปินที่ อดมื้อกินมื้อ  ไม่ต่างกับช่วงที่เป็นแค่เด็กสลัมธรรมดา  เพราะรายได้จากการขายแผ่นเสียงถูก  ดอดต์ โกงกินเพียงคนเดียว  โดยแบ่งให้พวกเขาแค่ 16-20 ปอนด์ต่อการอัดเสียง 1 เพลง  หนำซ้ำ ดอดต์ ยังเป็นนักธุรกิจที่เป็นมาเฟียร์ มีลูกน้องพกปืนและอารักษ์ เขาอยู่ตลอดเวลา
    เหตุการณ์ทำนองนี้เป็นเรื่องปกติของจาไมกา  ซึ่งมันชี้ให้เห็นถึงความยากลำบากเป็นอย่างดี และเมื่อมันสุดจะทนจริง ๆ อีกหลายปีถัดมา วันที่ Bob marley ออกตัวเป็นกระบอกเสียงและเป็นผู้นำในการปลดปล่อย  ชาวจาไมกาจึงลุกฮือขึ้นมาตอบรับเขาราวกับพระเจ้า  แต่ที่สุดแล้วขณะที่วงกำลังไปได้ดีสมาชิกทั้งหมดของวง ก็ทนสันดานของดอดต์ไม่ไหว  ทำให้ความสัมพันธ์ ของ Bob Marley และดอดต์ ขาดสะบั้นทั้ง ๆ ที่ น้า Bob พยายามรักษามันไว้อย่างสุดชีวิต
   และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความเกลียดชังต่อโลกที่เป็นแรงผลักดันให้ Bob Marley ผู้ผิดหวังต่อความน่านับถือของมนุษย์บนโลก ต่อสู้และฝันฝ่าอย่างถึงทีั่สุดเพื่อจะได้เปิดบริษัทดนตรีเป็นของตัวเอง และเขาก็ทำได้สำเร็จตามปรารถนาของเขา 
    Bob Marley  ได้พบกับหญิงสาว ชื่อว่า ริตาร์ และเขาแต่งงานและใช้ชีวิตด้วย จนกระทั่งมีลูกชาย 2 คนคือ 

                                                                  Damian  Marley 

                                                                               Ziggy Marley

ในปี 1979  เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นที่ Zinbabwe ซึ่งขณะเดียวกันนั้น Bob Marley ก็กำลังแสดงคอนเสริตเพื่อเรียกหาสันติภาพ  และสิทธิของชาวเอธิโอเปีย  บนเวทีคอนเสริตนั้น Bob Marley โหมโรงด้วยเพลง Exodus เสียงกลองบองโกของโอลาตุนจิถี่กระชั้น  ผู้คนส่งเสียงกึกก้อง  บทเพลงติดตามด้วย Zimbabwe และ Get up Stand up ครึ่งแรกของการแสดง  วงคอรัสของ Bob ได้ยืนอยู่ตรงจุดกึ่งกลางของเวที  พวกเธอเต้นรำพลางสะบัดหัวไหล่เปลือยเปล่า  ขณะที่กำลังเล่นเพลง Zimbabwe อยู่นั้น  บ๊อบทำในสิ่งที่เขาไม่เคยทำมา่ก่อน  เขากล่าววาจาเรียกร้องผู้คนให้รวมตัวกันเพื่อเอกภาพและภารดรภาย  โดยยกเอาบริบทในบทเพลงต่าง ๆ ของเขาออกมา มีจัยความว่า :

   "ทุกคนรู้ดี  โลกที่สามกำลังลุกฮือขึ้นต่อสู้  เราทั้งผองต้องรวมตัวกันเพื่อซิมบับเว...ผู้หญิงและเด็ก ๆ สามารถเป็นอิสระ  พวกเราจักต้องเป็นอิสระ  คุณก็รู้  เนิ่นนานกว่าสี่ร้อยปีมาแล้ว เราตกเป็นเชลย  ดังนั้น  เราต้องการกลับบ้าน  กลับสู่ดินแดนของเรา....รัสตาฟารี  รู้ว่า....ใช่สิ..!! จงอย่ายินยอมให้การโฆษณาชวนเชื่อชักนำคุณให้เดินในทางผิด  ข่าวลือเหล่านั้นคือความเท็จ  ไฮเลเซลาสซีที่ 1 (Jah  Rastafarian) ผู้ทรงเดชานุภาพ.....ซิมบับเวจักต้องได้รับอิสรภาพ  จาห์ตรัสว่าอัฟริกาจักต้องได้รับการปลดปล่อย...!  ดังนั้น  เราทุกคนมีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจในโชคชะตาของตัวเอง  ใช่แล้ว..!!  มองดูเราสิ  ดูนี่ท่านทั้งหลายจงตื่นขึ้น  ลุกขึ้น อย่างมีชีวิตชีวา  ชีวิตก็เหมือนถนนสายใหญ่ที่เต็มไปด้วยเครื่องหมายจราจร...จงย่ำเท้าของท่านลงบนฝุ่นธุลี...บุคคลผู้ที่ไม่รู้จักอดีตของตนก็เหมือนต้นไม้ที่ไร้ราก  มาเถิดลูกหลานทั้งหลาย  เราไม่อาจเอ่ยปากปราศรัย  เราเพียงแ่บอกกับท่านทั้งหลายว่า  เราจะต่อสู้เพื่อสิทธิของเรา  เราเป็นรัสตาร์และพวกเราทั้งหมดก็เป็นชาวรัสตา  จิตสำนึกจะปกป้องคุ้มครองโลก  ท่านทั้งหลาย...!  จงปลดปล่อยตัวเองออกจากความเป็นทาสในจิตสำนึก  ไม่มีใคนอกจากตัวเราเองที่สามารถปลดปล่อยจิตใจของเรา   คุณรู้ใช่ไหมว่าผมกำลังพูดถึงสิ่งใด ? บาบิโลนกำลังลุกไหม้  แรงสั่นสะเทืิอนของมันทำให้โลกหยุดเคลือนไหว  มวลชนผู้มีอิสระจงตื่นขึ้นอย่างมีชีวิตชีวา !  รัสตาฟารี  และพระผู้เป็นเจ้า  ทรงอนุญาติ ..!" 
      และหลังจากนั้น 1 ปี เขาก็เดินทางต่อสู้และฟันฝ่าจนเป็น Bob marley ผู้ล่วงลับที่เรารู้จักกันในทุกวันนี้
Bob Marley เสียชีวิตลงในวันที่ 11 พฤษภาคม 1981  ในโรงพยาบาลในไมอามี่ สหรัฐอเมริกา ด้วยโรคมะเร็ง ..!!!



อย่ามองผมอย่างคนใจแคบ..
แล้วพูดว่าผมเป็นคนเลว...
คุณเป็นใครที่มาตัดสินผม , และชีวิตของผม ?

ผมรู้อยู่ว่าผมไม่ใช่คนสมบูรณ์แบบ..
และผมก็ไม่เคยเที่ยวเอ่ยอ้าง...
เช่นนี้ -ก่อนที่คุณจะชี้นิ้วประณาม
จงแน่ใจเสียก่อนว่า....มือของคุณสะอาดพอ....!!

อย่าด่วนตัดสินใครอื่น...ก่อนที่คุณจะพิพากษาตัวเอง...
อย่าด่วนตัดสินใครอื่น ..หากตัวคุณเองยังไม่เพียบพร้อม..!

ถนนแห่งชีวิตนั้นขรุขระ
แม้คุณเองก็อาจก้าวสะดุด
ดังนี้ เมื่อคุณกล่าวตำหนิผม
ใครบางคนอาจตัดสินคุณอยู่ก็ได้

 จากเพลง Judge not 






© 2001-2010. TARAD.com. All Rights Reserved.