สถิติของเวบไซต์
เปิดเวบเมื่อ 11/09/2553
ปรับปรุงเวบเมื่อ 02/03/2561
ผู้ชมทั้งหมด
สินค้าทั้งหมด 1


หมวดหมู่สินค้า/บริการ
ดัชนีราคา



จดหมายข่าว
กรุณาใส่อีเมล์ของท่าน เพื่อรับข่าวสารที่น่าสนใจ








แจ้งลูกค้าทุกท่านนะครับสั่งสินค้าโปรดติดต่อทาง 
LINE  เพิ่มเพื่อน
FACEBOOK  
บทความ
ประวัติวงPink Floyd (อ่าน 8748/ตอบ 0)

Pink Floyd วงดนตรีวงนี้ถือกำเนิดขึ้นจากประเทศอังกฤษ ณ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ สมาชิกรุ่นดั้งเดิมประกอบด้วย Syd Barrett นักศึกษาคณะศิลปกรรม ซึ่งทำหน้าที่เป็นมือกีตาร์ ร้องนำ และเขียนเพลง Roger Waters นักศึกษาคณะสถาปัตย์ ทำหน้าที่เป็นมือเบส Nick Mason นักศึกษาสถาปัตย์ ทำหน้าที่เป็นมือกลอง และ Rick Wright นักศึกษาสถาปัตย์เช่นกัน ทำหน้าที่มือคีย์บอร์ด

          Pink Floyd เป็นวงดนตรีที่มีวิวัฒนาการทางดนตรียาวนานถึง 30 กว่าปี แนวเพลง ซึ่งพัฒนาเรื่อยๆ ทั้ง Psychidelics ,Syphonic Rock , Progressive Rock , Art Rock จงไปถึง Serious Music และผู้นำของวงในแต่ละยุคซึ่งแตกต่างกันไป

          ภายหลัง Syd Barrett ได้ออกจากวงไป โดยได้ David Gilmour มาทำหน้าที่เป็นมือกีตาร์แทน
Rick Wright ได้ถูกไล่ออกจากวงในช่วง ทำอัลบั้มชุด The Wall และได้กลับเข้าวงใหม่ในช่วงอัลบั้ม A Momentary Lapse Of Reason  และภายหลังทำอัลบั้ม The Final Cut ในปี ค.ศ. 1983 Roger Waters ก็ประกาศลาออกจากวง จึงทำให้วงเหลือสมาชิกเพียงแค่ 3 คน คือ David Gilmour,Nick Mason, Rick Wright

         Pink Floyd เป็นวงดนตรีที่ถือกำเนิดในช่วงกลางยุค ’60 ยุคสมัยแห่งเพลง Rock, ยาเสพติดและบรรยากาศฟุ้งฝันของคำว่า “สันติภาพ” ตลบอบอวล บ้างเพื่อต่อต้านสงครามและการกดขี่ บ้างก็เพื่อให้ได้หลงไปในโลกแฟนตาซี บรรเทาความป่วยไข้ของยุคสมัยชั่วครั้งชั่วคราว


          โดยในทีแรกนั้น วงเริ่มก่อตั้งโดยประกอบด้วย Bob Klose, Roger Waters, Nick Mason, Richard Wright และใช้ชื่อว่า Tea set ก่อนที่ Syd Barrett จะเข้าร่วมและกลายเป็นนักร้องนำของวง


          ต่อมาก็พวกเขาก็พบว่าชื่อวงของตนซ้ำ จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น The Pink Floyd Sound โดยเอามาจากชื่อของนักร้องเพลง blue สองคนคือ Pink Anderson และ Floyd Council คำว่า Sound ข้างหลังนั้นในเวลาต่อมาค่อยๆ เลือนไปจนเลิกใช้ 



         ในยุคแรก ดนตรีของ Pink Floyd ยังคงมีความเป็น Psychedelic ตามยุคสมัย อาจมีลูกเล่นทางดนตรีบ้าง อย่างเพลง Astronomy Domine กับ Interstellar Overdrive เนื้อหาของเพลงเต็มไปด้วยแฟนตาซีวิจิตรชวนหลงใหล ก่อนที่จะเข้าสู่ความเป็น Progressive Rock ในอัลบั้มต่อ ๆ มา



         Syd Barrett ยังคงนำวงต่อไปจนกระทั่งเขาประสบปัญหาจากการใช้ยา และสภาพจิตใจที่แปลกแยก ความกดดันของนักดนตรี Rock ผู้มีคนเทิดทูนอย่างไม่ลืมหูลืมตา David Gilmour จึงเริ่มเข้ามามีบทบาททางการเป็นมือกีต้าร์เพื่อทดแทนส่วนที่หายไปของ Barrett ในทัวร์คอนเสิร์ต Barrett เริ่มแสดงพฤติกรรมแปลกๆ อย่างการเหม่อหรือเล่นคอร์ดเดียวซ้ำๆ ขณะที่เล่นอยู่บนเวที บางครั้งก็เล่นหลุดไปจากเพลงเดิม จนกระทั่งทางวงได้ตัดสินใจไม่ให้เขาขึ้นแสดงอีก



         ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา วง Pink Floyd ก็ดำเนินต่อไปโดยไม่มี Syd Barrett

“So, so you think you can tell
Heaven from Hell,
Blue skies from pain.
Can you tell a green field
From a cold steel rail?
A smile from a veil?

Do you think you can tell?

สำหรับคุณแล้ว คุณคิดว่า

คุณสามารถพูดถึงสวรรค์ จากนรกได้งั้นหรือ

พูดถึงฟ้าครามสดใส จากความเจ็บปวด

พูดถึงพื้นหญ้าเขียวขจี

จากรางรถเหล็กเยียบเย็นได้หรือไร

พูดถึงรอยยิ้มจากผ้าคลุมปิดบังใบหน้า

คุณคิดว่าจะพูดถึงสิ่งเหล่านี้ได้ล่ะหรือ”

        แนวดนตรีของ Pink Floyd ก็เริ่มมืดมนลึกลับมาขึ้น โดยเฉพาะอัลบั้ม Dark side of the moon แต่อัลบั้มนี้กลับประสบความสำเร็จอย่างมากทั้งในแง่ยอดขายและคำวิจารณ์ ในช่วงนี้ของ Pink Floyd มี Roger Waters เป็นผู้แต่งเนื้อเพลงและคอยคุมบังเหียนวงอยู่ การแต่งเนื้อร้องของ Waters ในยุคนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนของเนื้อหา จากแฟนตาซีของดนตรีร็อค ก็ได้ย่างก้าวเข้าสู่เรื่องหนักๆ อย่างสังคมและการเมือง เช่นอัลบั้ม Animals, The Wall จนถึงอัลบั้มที่พูดถึงสงครามทั้งหมดอย่าง The Final Cut 


        หลังจากออกอัลบั้ม Animals พฤติกรรมของ Waters ก็เริ่มดูดุดันมากขึ้น (ไม่นับท่าทีของดนตรีที่รุนแรงมากขึ้น) ด่าคนฉายสปอตไลท์ในการทัวร์ที่นิวยอร์ค ด่าแฟนเพลงที่ไม่เลิกแสดงท่าทีกรี๊ดกร๊าด เคยถึงขั้นถ่มน้ำลายใส่แฟนเพลงคนหนึ่ง เหมือนว่าความกดดันจากการเป็นผู้นำวงของเขานั้นสร้างความอึดอัดและก่อกำแพงระหว่างเขากับคนดูขึ้นมา อันเป็นแรงบันดาลใจให้อัลบั้มต่อมาของเขาคือ The Wall หลังจบอัลบั้มนี้ความสัมพันธ์ระหว่าง Waters กับคนในวงก็ย่ำแย่ ถึงขั้นไล่ Richard Wright ออก แม้จะขาดมือ Keyboard ไป แต่ Pink Floyd ก็ยังคงออกอัลบั้มต่อมาคือ The Final Cut ที่ยิ่งมืดมนกว่า The Wall เสียอีก อีกทั้งอัลบั้มนี้ Waters ก็เข้าควบคุมเกือบทั้งหมดจนโดดเด่นพอจะเรียกได้ว่าเป็น อัลบั้มของ Roger Waters โดยมี Pink Floyd เป็น Backup 



        พ่อของ Roger Waters ตายในสงครามตั้งแต่เขายังเล็ก ทำให้เขากลายเป็นคนเกลียดสงคราม เกลียดอำนาจทางการทหาร ต่อต้านระบบการศึกษา ความโกรธเกลียดชิงชังนี้ กลายเป็นอีกหนึ่งพลังให้เขาระบายออกมาในรูปแบบของดนตรี เป็นที่รู้กันว่าสิ่งนี้เองทำให้วง Pink Floyd ทรงพลังและประสบความสำเร็จอย่างมาก แต่กระนั้นบทบาทผู้นำวงที่เคยกดดัน Syd Barrett มาก่อน ก็ทำให้ Waters ทนไม่ไหวเช่นกัน


“Did they get you to trade
Your heroes for ghosts?
Hot ashes for trees?
Hot air for a cool breeze?
Cold comfort for change?
And did you exchange
A walk on part in a war,
For a lead role in a cage? 


 พวกนั้นให้คุณขายความเป็นคุณหรือเปล่า

ให้แลกเปลี่ยนวีรชนกับภูติผี

แลกเปลี่ยนเถ้าถ่านกับต้นไม้

แลกเปลี่ยนอากาศร้อนกับสายลมเย็นสบาย

หรือเปลี่ยนคุณด้วยคำปลอบโยนอย่างเลือดเย็น

แล้วคุณได้แลกมันไปหรือเปล่า

แลกการเดินไปตามทางแห่งสงคราม

ให้กับบทบาทผู้นำในกรงขัง”

        

        หลังจากอัลบั้ม Dark side of the Moon ช่วงที่ Waters ยังเป็นหัวเรือให้อยู่นั้น วง Pink Floyd ก็ได้ออกคอนเซปท์อัลบั้มต่อมาชื่อ Wish You Were Here เป็นอัลบั้มซึ่งเปรียบเหมือนเป็นที่ระลึกถึง Syd Barrett ผู้ที่ต้องออกจากวงไปเพราะความป่วยไข้ทางจิตใจ มีเพลงสุดยอดมหากาพย์ของวงนี้อย่าง Shine on You Crazy Diamond ซึ่งแบ่งเป็นออกสองภาคใหญ่ ๆ

        ในภาคต้น (มีอยู่ห้าภาคย่อย) นั้นเต็มไปด้วยเสียง Synthesizer หนาๆ ของ Richard Wright ประดับด้วยเอฟเฟกท์จากเสียงเคาะแก้ว ดนตรีไหลเนิบๆ ไปพร้อมกับเสียงกีต้าร์กลิ่นอายบลูส์หม่นๆ ของ Gilmour ที่ต่อมาได้หลีดไปจนกระทั่งถึงท่อนร้อง มีเนื้อเพลงสั้นๆ แต่กินความหมายเขียนโดย Waters ในส่วนสุดท้ายมี บาริโทนแซ็กครวญเสียงเศร้าๆ ก่อนจะจบลงด้วยจังหวะเร้าขึ้นมาหน่อยของเทเนอร์แซ็กที่ค่อยๆ เฟดไป



        Welcome to the Machine และ Have a Cigar เป็นเพลงที่สะท้อนถึงวงการอุตสาหกรรมดนตรี ที่ศิลปินถูกครอบงำและถูกทำให้เป็นสินค้า แทนที่จะมีโอกาสได้แสดงพลังสร้างสรรค์ของตนอย่างเต็มที่ ใน Welcome to the Machine เสียงของซินธ์ที่ตลบอบอวลสื่อถึงความเป็น “เครื่องจักร” ได้ตาม Concept เพลง กีต้าร์อะคูสติกส์ที่ถูกนำมาใช้ในเพลงนี้กลมกลืนไปกับบรรยากาศของความเป็น “เครื่องจักร” ได้อย่างประหลาด ส่วน Have a Cigar ก็ฟังสนุกตรงไปตรงมา มีโซโล่กีต้าร์ทีเล่นทีจริงของ Gilmour ที่หาฟังได้ไม่ง่ายนักปิดท้ายเพลง (ซึ่งในอีกแง่หนึ่งเป็นเพลงที่ใช้ตัวดนตรีเล่นล้อกับ Theme ของมันเอง)



        มาถึงเพลง Wish you were here เป็นเหมือนบทเพลงที่ Roger Waters เขียนให้ Syd Barrett ในยามที่เขาต้องประสบกับสิ่งเดียวกัน ทั้งความหนักหนาของผู้นำวง และการครอบงำของสิ่งต่าง ๆ อินโทรกีต้าร์ฟังดูคล้ายมาจากวิทยุเก่าๆ ริฟฟ์ที่ติดหูคลอไปกับเสียงร้องขับกล่อม ตอนจบทิ้งท้ายไว้ด้วยเสียงลมพัดหวิวๆ 



       ถึงจะบอกว่าเป็นเพลงที่แต่งให้ Syd แต่จริงๆ แล้วมันเป็นเพลงที่มีเนื้อหาตีความได้กว้างมาก



       คนที่ “อยากให้มาอยู่ตรงนี้ด้วยกัน” จึงเป็นได้ทั้ง คนในครอบครัว, เพื่อนรู้ใจ, คนรักที่ห่างเหินไป หรือแม้แต่ใครก็ตามที่อาจไม่มีโอกาสได้พบเจออีกแล้ว 



      เสียงลมได้พัดผ่านมาจนถึง Shine on You Crazy Diamond ภาคหลัง (ภาคย่อยที่ 6-9) ที่เปิดมาด้วยจังหวะที่เร่งเร้ากว่าภาคต้น นำด้วยเบสและโซโล่ซินธ์มาจนถึงจุดที่ผมชอบที่สุด คือเสียงโซโล่กีต้าร์ที่กรีดร้องได้เกรี้ยวกราด งดงามและบ้าคลั่งสมชื่อ Crazy Diamond ปิดท้ายเพลงด้วยจังหวะที่ช้าลงเท่าภาคต้น เสียงคีย์บอร์ดฟังราวกับเพลงสวดศพที่โอ่อ่า ...แล้วค่อยๆ เฟด ไปอย่างช้าๆ

“How I wish, how I wish you were here.
We're just two lost souls
Swimming in a fish bowl,
Year after year,
Running over the same old ground.
What have we found?
The same old fears.
Wish you were here.

 ฉันหวังเหลือเกิน หวังว่าเธอจะอยู่ตรงนี้ด้วยกัน

พวกเราเป็นแค่วิญญาณหลงทางสองดวง

ว่ายวนในอ่างปลา

ปีแล้ว ปีเล่า

ออกวิ่งไปบนพื้นดินผืนเก่า

พวกเราได้เจออะไรบ้าง

นอกจากความกลัวเดิม ๆ

อยากให้เธอมาอยู่ตรงนี้ด้วยกัน”


          ในงาน Live 8 เมื่อปี 2548 , Roger Waters ที่เคยมีเรื่องกับ David Gilmour และ Richard Wright ต่างขึ้นเวทีร่วมกัน กลับมาเป็นวง Pink Floyd อีกครั้งอย่างที่เคยเป็นมา พวกเขาขึ้นไปเล่นเพลง Speak to Me-Breathe-Breathe (Reprise) , Money, Wish You Were Here และ Comfortably Numb



         ในช่วงของเพลง Wish you were here นี้เอง ระหว่างที่กีตาร์ขึ้นช่วงอินโทร Roger Waters ก็เอ่ยออกมาว่า “มันช่างได้อารมณ์เสียจริง ที่ได้มายืนอยู่กับพวกนายทั้งสามคน หลังจากที่ห่างหายไปหลายปี ยืนร่วมวงเพื่อได้ถูกนับเป็นหนึ่งกับพวกนายอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เรากำลังทำอยู่นี้ ก็เพื่อคนที่ไม่ได้อยู่ที่นี้ และแน่นอนว่า ส่วนหนึ่งนั้น เพื่อ Syd”

* Syd Barrett เสียชีวิตลงแล้วด้วยโรคมะเร็งในตับอ่อน เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ปีที่ผ่านมา (2549) อายุรวมได้ 60 ปี

นอกจากเขาจะมีผลงานร่วมกับวง Pink Floyd ในอัลบั้ม The Piper at the Gates of Dawn และเพลง Jug band Blues ในอัลบั้ม A Saucerful of Secrets แล้ว ยังได้ออกผลงานของตนเองในช่วงที่ยังอยู่ในวงการดนตรีคือ The Madcap Laughs กับ Barrett ทั้งนี้หลังจากที่เขาได้ออกจากวงการดนตรีไปแล้ว ก็ยังมีคนรวบรวมเพลงที่ยังไม่เคยออก รวมไปถึงเวอร์ชั่นอื่นๆ ของเพลงที่เคยออกมาแล้ว มาไว้ในอัลบั้มที่ชื่อ Opel ด้วย

หมายเหตุ : เนื้อความบางส่วนคัดลอกมาครับ







© 2001-2010. TARAD.com. All Rights Reserved.